iPhone X, iPhone 8 และ iPhone 8 Plus เป็นคุณจะเลือกรุ่นไหน ?

iPhone X ว่าด้วยเรื่อง iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X มาดูตัวอย่างกันก่อน ว่าผมกำลังจะพูดถึงอะไร โดยให้ลองตอบคำถามด้านล่างซักนิด สมมุติให้เข้าใจง่ายๆ นะครับ ถ้าผมเป็นนิตยสารค่ายหนึ่ง ตั้งชื่อเล่นๆ ว่า GadGetMaShow.com และมี 3 ตัวเลือกให้คุณเลือกสมัครสมาชิก สมาชิกเว็บไซต์ GadGetMaShow.com ราคา 59.- บาท ได้รับสิทธิ์ในการค้นหาและอ่านบทความออนไลน์ของ GadGetMaShow.com เป็นเวลา 6 เดือน สมาชิกสิ่งพิมพ์ ราคา 125.- บาท ได้นิตยสาร GadGetMaShow.com 12 ฉบับ สมาชิกสิ่งพิมพ์ และเว็บไซต์ ราคา 125.- บาท ได้นิตยสาร GadGetMaShow.com 12 ฉบับ และได้รับสิทธิ์ในการค้นหาและอ่านบทความออนไลน์ของ GadGetMaShow.com เป็นเวลา 6 เดือน เป็นเพื่อนๆ จะเลือกอะไรครับ (คิดแล้วลองเลือกก่อน อย่าดูเฉลย) หลังจากเพื่อนๆ เลือกกันแล้ว ผมค่อนข้างมั่นใจ ว่ายังไงก็เลือกข้อสามแน่นอนครับ แหม่ อยากจะใส่ spoil แบบ Pantip ได้จริงๆ เผื่อใครอ่านผ่านๆ แล้วมาเห็นก่อน ซึ่งไม่ใช่แค่หมอดู หมอเดา แต่มันมีการสุ่มตัวอย่างมาลองเลือกแล้วครับ ว่าผลมันออกมาเป็นแบบนี้ค่อนข้างจะแน่นอนเลย อย่างการสุ่มตัวอย่าง 100 คน ในหนังสือ” พฤติกรรม พยากรณ์ ” ของ Dan Ariely จะได้ออกมาดังนี้ 1. 16 คน 2. 0 คน 3

Read More

FootNote:เหลือเชื่อกับ"มวลชน" 1,000-2,000

การคาดคะเนจากที่สัมมนาหน่วยงานด้าน”ความยั่งยืน”ว่าจะมี “มวลชน”ราว 1,000-2,000 คนมาให้”พลังใจ” ถือว่า “อัศจรรย์” การคาดหมายนี้มี “ฐานข้อมูล” จากจำนวน “มวลชน”ที่มาช่วงวันที่ 1 เดือนสิงหาคม อย่างแน่แท้ ที่ประเมินว่า 800 คนก็เลยไม่น่าจะจริง เรื่องจริงก็เลยคงจะอยู่ที่ 1,000 คนมากยิ่งกว่า รวมทั้งน่าจะเป็น 1,000 ในลักษณะ”อัพ” จำนวนวันที่ 25 ส.ค. ก็เลยทะยานแทบ 2,000 คน ไม่ว่าการประมวล “จำนวน” นี้จะมี “ฐานข้อมูล” ที่มาที่ไป ยังไง แม้กระนั้นไม่น่าจะเป็นได้ ถ้าเกิดฟังจากเสียงของ พล.อำเภอประยุทธ์ จันทร์โอชะ ผสานกับเสียงของ พล.อำเภอประวิตร วงษ์ทอง ตรงกันเป็นไม่อยากที่จะให้มา “ผมก็ไม่รู้เรื่องจะว่ายังไงกับคนพวกนี้ สื่อลำบากกันไหม หรือถูกใจจะได้ทำข่าวสารกันได้แม้ว่ารถติด” ความหมายหมายถึงต้องการให้ให้”พลังใจ”อยู่ที่บ้าน เมื่อเป็นแบบนี้ ที่ทำการเลขาธิการคสช.ก็จะต้องมีหน้าที่สำหรับเพื่อการตอบสนอง “แผนกเกลื่อนกลาดฎ 52″ วางเป้าหมายอยู่ที่การสกัด ข้างหลังเหตุการณ์ช่วงวันที่ 1 ส.ค. มาตรการสกัด กีดขวาง เพิ่มความเข้มข้น ทั้งยังในด้านกว้างและก็ในด้านการเจาะลงไปในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน วนเวียนอยู่รอบๆ”แกนนำ” ถ้าเกิดติดตาม”มาตรการ”ที่จังหวัดลำปาง ที่จังหวัดอยุธยา ที่จังหวัดโคราช รวมทั้ง ร้อยเอ็ด จังหวัดกาฬสินธุ์ รถตู้ รถบัส กระทั่งรถเมล์ ล้วนถูก “จับตา” ไม่นับการรุกไล่เพื่อ “จำกัด” พื้นที่การเคลื่อนไหวของนักการ เมืองอย่าง นายวัฒนา เมืองสุข ไม่น่าเชื่อว่าจะมี “เล็ดรอด” เข้ามายัง”หน้าศาล”ได้ จำนวนจำนวนมวลชน 1,000-2,000 บางทีอาจเป็นการประเมินในลักษณะ “เกินจริง” จะเป็นได้เช่นไร

Read More

คอลัมน์ รายงานพิเศษ : "ภูมิธรรม เวชยชัย"…

ตอนวันที่ 14 เดือนสิงหาคม  นายภูเขาไม่ธรรม เวชยชัย  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงทรรศนะและก็ความเห็นต่อเหตุการณ์การบ้านการเมือง อีกทั้งในหัวข้อการวางตัวหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ อนาคตพรรคเพื่อไทยข้างหลังการตัดสินโทษแผนการรับจำนองข้าว ระบบพงไพรมารี่โหวตสำหรับเพื่อการลงคะแนนเสียงหนต่อไป การผลิตความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ดังต่อไปนี้ หัวหน้าพื้นที่ไม่ปิดช่องคนคุ้นชินการปฏิบัติ ความเคลื่อนไหวในพรรค การมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ แล้วก็การขัดกันข้างในพรรคนั้น คือเรื่องธรรดาของพรรค การบ้านการเมือง ที่มีความเห็นต่างกันได้ แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความไม่ถูกกัน ใหญ่มโหฬารใดๆก็ตาม พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมือง ความเป็นพรรคการเมืองนั้นสมาชิกจะต้องทำตามข้อปฏิบัติพรรค ไม่ใช่ตามการชี้ทางของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และก็แน่ๆการเลือกหัวหน้าพรรคควรจะเป็นไปตามข้อกำหนดพรรค ที่สำคัญมีแนวทางการฟังข้อคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทุกๆอย่างผ่านวิธีการระบบประชาธิปไตยด้านในพรรค ในช่วงเวลานี้ข้างในพรรคยังไม่มีการปรึกษาหารือเรื่องหัวหน้าพรรค เพราะว่ายังไม่อาจจะทราบได้ว่าเหตุการณ์การบ้านการเมืองและก็ความปรารถนาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนในแต่ละระยะเวลาจะเป็นยังไง โดยยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์การบ้านการเมืองในตอนอนาคตอันใกล้ที่จะมาถึง ส่วนในกรณีที่มีปัญหาให้รับรองว่า พรรคจะไม่มีหัวหน้าที่มาจากเครือญาติเคยชินความประพฤตินั้น จำเป็นต้องเรียนว่าพรรคมีพนักงานที่มีสมรรถนะ มีประสบการณ์การจัดการประเทศ และก็มีความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่มากมาย มากมาย ด้วยเหตุนี้ก็เลยเร็วเกินความจำเป็นที่จะกล่าวว่า พรรคจะเลือกคนใดกันแน่มาเป็นหัวหน้าพรรค พวกเรายังมีเวลาแค่พอที่ไม่ต้องรีบตกลงใจใดๆก็ตามเนื่องจากว่าเหตุการณ์ต่างๆในบ้านเมืองเปลี่ยนอยู่ตลอดระยะเวลา วอนคสช.ปลดล็อกพรรค เมื่อเปิดให้ทำกิจกรรมด้านการเมืองได้ อย่างแรกที่พรรคจะคิดเป็น เรื่องแนวทาง รวมทั้งส่วนประกอบพรรคที่สมควรต่อการจัดการกับปัญหาให้ราษฎรที่ยังทุกข์เข็ญ ตกที่นั่งลำบากอยู่ หลังจากนั้นแล้วก็ค่อยปฏิบัติการ เลือกหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมกับหลักการ องค์ประกอบ รวมทั้งเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ตอนนี้ประเทศพวกเรายังไม่เป็นระบบประชาธิปไตย รวมทั้งพรรคการเมืองยังอยู่ภายใต้คำบัญชาแผนกรักษาความสงบเงียบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม โดยเหตุนี้ก็เลยยังไม่อาจจะเรียกสัมมนาสมาชิก เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคที่สมควรได้ ในหัวข้อการห้ามทำกิจกรรมนั้น ส่วนตัวไม่เห็นพ้องกับการนาชูรัฐมนตรีและก็หัวหน้า คสช.

Read More

ชี้ข้อดี-ข้อเสีย มาตรา44 เอื้อ "คนนอก" นั่งอธิการบดี

เป็นอีกประเด็นร้อนที่แทรกขึ้นท่ามกลางเรื่องคดีความการเมือง คือกรณีคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งเปิดทางให้คนนอกที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ หรือพนักงานในมหาวิทยาลัย เป็นอธิการบดี รองอธิการฯ ผู้ช่วยอธิการฯ คณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานได้ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ทั้งในมุมที่เห็นด้วย และเห็นต่าง ในความเห็นของอธิการบดี และคนในแวดวงการศึกษาที่สัมผัสปัญหาโดยตรงมองอย่างไร นพ.อาวุธ ศรีศุกรี อุปนายกสภามหาวิทยาลัย รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เหมือนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะปลดล็อกและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏจำนวนมาก ซึ่งยังติดล็อกกับปัญหาเรื่องของการขาดแคลนบุคลากรที่เหมาะสมในตำแหน่งต่างๆ เป็นการเปิดล็อกประตูทุกบานให้ ส่วนทางมหาวิทยาลัยราชภัฏจะดำเนินการหรือไม่ก็ขึ้นกับทางมหาวิทยาลัยนั้นๆ ที่จะพิจารณา การแต่งตั้งบุคลากรในตำแหน่งต่างๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนั้น เข้าใจว่าที่เป็นปัญหาเพราะแต่ละสถาบันยังหาบุคคลที่มีความเหมาะสมไม่ได้ อย่างตำแหน่งอธิการบดีที่ดีๆ ของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นหายากมาก ถือเป็นปัญหาของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เวลาที่ได้บุคคลมาดำรงตำแหน่งแล้ว บางครั้งก็เกิดปัญหาเรื่องของความไม่เหมาะสมขึ้นมาอีก ข้อดีของการใช้ มาตรา 44 คือเพื่อปลดล็อกมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิดทางให้คนนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยราชภัฏได้ แต่ข้อเสียมีอยู่เช่นกัน คือคนนอกย่อมจะเข้าใจความเป็นสถาบันนั้นๆ ได้ยาก รวมถึงการบริหารจัดการต้องรู้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏนั้นๆ มีหน้าที่ มีเป้าประสงค์อย่างไร ซึ่งจะแตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยเอกชน ที่บางครั้งการบริหารจะมีเรื่องของธุรกิจหรือผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น คนนอกจะต้องมีความเข้าใจ สามารถใช้ความรู้ ความสามารถมาพัฒนาเพื่อให้สถาบันและมหาวิทยาลัยราชภัฏนั้นๆ มีความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งที่กำกับดูแลโดยนักธุรกิจ บางครั้งก็ทำให้เป้าหมายของการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยมีความเบี่ยงเบนไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกมหาวิทยาลัย ส่วนที่มีการคาดการณ์หรือตั้งข้อสังเกตกันว่าคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเปิดทางให้ตั้งทหารเข้าไปกำกับดูแลมหาวิทยาลัยนั้น คิดว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่เชื่อว่าไม่มีทหารคนไหนอยากเข้ามาคุมหรือดูแล เพราะไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ยิ่งคนที่ไม่ชอบแล้วต้องเข้ามารับรองว่าเดือดร้อนแน่ๆ การจะเข้ามาเป็นอธิการบดีแม้จะเป็นตำแหน่งที่ใหญ่ แต่ก็จะมาสั่งคณาจารย์ไม่ได้ ซึ่งการบริหารจัดการไม่เหมือนกับราชการหรือภาคธุรกิจ รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย เรื่องนี้เราคัดค้านมาตลอดและคิดว่าคงไม่มีการออกคำสั่งเพื่อตั้งคนนอก เพราะได้ชี้ให้เห็นผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ปัญหาของสถาบันอุดมศึกษาคือเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งหลักๆ เกิดมาจากระบบสภาเกาหลัง คือ อธิการบดีตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย แล้วกรรมการสภาฯมาตั้งอธิการบดี ตามกฎอธิการฯอายุ 60 ปี ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่มีการเลี่ยง ไม่ปฏิบัติตามกัน อีกทั้งพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยระบุให้เป็นได้ไม่เกิน 2 วาระ แต่ก็ใช้วิธีหมุนเวียน เช่น ดำรงตำแหน่งอธิการฯ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ 2 วาระ ก็เวียนไปเป็นที่มหาวิทยาลัยอื่น บางคนอายุ 70 ปี ก็ยังเป็นอยู่ เป็นการเอื้อกัน เพราะกรรมการสภาฯในประเทศไทย มีคนไม่กี่คน แต่นั่งอยู่หลายมหาวิทยาลัย ที่สำคัญไปนั่งในบอร์ดใหญ่ คือ คณะกรรมการการอุดมศึกษา และ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นบอร์ดสำคัญทางการศึกษา แล้วไปเอื้อกับอธิการฯที่เกษียณให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ และพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กำหนดแค่คุณสมบัติที่เหมาะสมเท่านั้น แต่เรื่องอายุจะไปกำหนดใน พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ อธิการฯที่อยากเป็นต่อ ก็จะอ้างว่า พ.ร.บ.ราชภัฏไม่ได้กำหนดอายุไว้ จึงดำรงตำแหน่งต่อได้ ซึ่งความจริงการบริหารงานนี้จะต้องไปดูที่ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน สภาคณาจารย์ฯ จึงไปฟ้องศาลปกครองชี้ขาด และมีการฟ้องแล้วจบไป 2 คดี ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นว่าคนที่จะดำรงตำแหน่งอธิการฯต้องมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น แต่ก็ยังมีการตั้งคนเกษียณมาเป็นอธิการฯอีก แล้วบอกว่าถ้ามีปัญหาก็ให้ไปฟ้อง มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ไปฟ้อง แต่หลายที่ไม่ได้ดำเนินการ เพราะหวั่นอาจได้รับผลกระทบ ปัญหานี้มีมานานแล้ว สภาคณาจารย์ฯ ยื่นฟ้องเพื่อชี้ว่าการให้คนนอกเข้ามาเป็นการขัดต่อกฎหมายที่มี แต่ฝ่ายที่ตั้งอธิการฯเกษียณแล้วระบุว่าถูก จึงต้องฟ้องศาล จนถูกมองเป็นความล่าช้าในการแต่งตั้งผู้บริหาร จนเกิดผลกระทบต่อการปฏิรูปการศึกษา ความจริงปัญหาความล่าช้าไม่ได้เกิดจากกฎหมาย แต่เกิดจากการไม่ทำตามกฎหมาย การเปิดช่องให้คนนอกมาดำรงตำแหน่งได้ เป็นเสมือนการเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก พอกฎหมายตั้งไม่ได้ก็นำมาตรา 44 มาใช้ ถือเป็นการลบล้างคำพิพากษาของศาล และหากนำคนนอกเข้ามาก็จะมีปัญหาเรื่องการรับเงินเดือน ไม่สามารถรับจากงบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่ได้ เพราะไม่ใช่ราชการ จึงต้องไปเบิกงบทางมหาวิทยาลัย แล้วการตั้งฐานเงินเดือนก็ตั้งสูงกว่าปกติที่ได้ 2- 3 แสนบาทต่อคน สรุปมี 2 ประเด็นที่ทางสภาคณาจารย์ฯคัดค้าน 1.การขัดต่อกฎหมายที่มีอยู่ 2.การไปเบียดบังเงินของทางมหาวิทยาลัยที่มาจากค่าเทอมนักศึกษา นอกจากนี้ ปัญหาที่จะตามมาคือการควบคุมตรวจสอบการบริหารงานที่ไม่มีกฎหมายกำกับดูแล หากทำผิดก็ดำเนินการไม่ได้ เช่น อธิการฯหลายคนที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงก็ต้องถูกไล่ออก แต่คนนอกที่เข้ามานี้ไม่มีผล ต้องไปฟ้องศาลอาญา กว่าจะจบคดีก็ใช้เวลานาน บางคนเสียชีวิตไปก็มี จึงแก้ปัญหาธรรมาภิบาลไม่ได้เพราะไม่มีสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน ความจริงแล้วกฎหมายไม่ได้ปิดกั้นการนำคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ แต่อายุต้องไม่เกิน 60 ปี โดยเข้ามาเป็นข้าราชการก่อน แล้วขึ้นเป็นอธิการฯ ก็ได้ การที่ คสช

Read More

FootNote:ทำไมจึงปูดข่าว"ธัมมชโย"โผล่ที่"ยุโรป"

แล้วข่าวสาร “ธัมมชโย” มุดดินไปโผล่ใน “ยุโรป” ก็เบาๆเงียบรวมทั้งเลือนรางไป เพราะว่า “ดีเอสไอ” รับรองว่าเป็น”ข่าวซุบซิบ” ลือรวมทั้งปลดปล่อยออกมาอย่างกับข่าวสาร นายองอาจ นิพพิทา ไปนั่งรับประทานซูสิอยู่กลางเมืองกรุงปารีส เมื่อ “ดีเอสไอ” รับรองทุกๆสิ่งทุกๆอย่างก็”เงียบ” เงียบราวกับความบากบั่นที่จะไปสลับตัว”เจ้าอาวาส”วัดพระธรรมกายของที่ทำการพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศาสตราจารย์) ทันทีที่”หัวหน้าคณะสงฆ์จังหวัด”ออกมาเจาะจงจะมองอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะเคยมีที่ปรึกษา”ดีเอสไอ”พินิจพิจารณาแล้วก็มีความคิดเห็นว่าจะต้องเจาะทะลวงไปยังตำแหน่ง”เจ้าอาวาส” แล้วทุกสิ่งจะเป็นระเบียบเรียบร้อย มีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าข่าวสาร”ธัมมชโย”โผล่ที่ยุโรปปะทุขึ้นได้เช่นไรทั้งยังดังออกมาจาก “ดีเอสไอ” น่าสังเกตว่าเกิดขึ้นอย่างผิดจังหวะจะโคน เพราะเรื่องราวของสงฆ์พระธรรมกายก็ดำเนินไปเหมือนปกติ การทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ ก็คือเรื่องปกติตามวงรอบ แม้ว่าจะมี “มาตรา 44″ แต่ว่าก็ไม่มีอะไรขยับ เคลื่อน คดีมากยิ่งกว่า 300 คดีตั้งแต่เรื่องกำแพงวัดจนกระทั่งอาคารตึกสร้างมิได้รับการขอ รวมทั้งรถตู้ที่วิ่งนอกทางก็เงียบหายไปกับภูเขาเลากาที่ข่าวสาร พระเผด็จ ทัตตชีโม้ ก็ยังขึ้นโรงขึ้นศาล นายองอาจ นิพพิทา ก็ยังขึ้นโรงขึ้นศาล และไม่มีผู้ใดกันทราบว่า”ธัมมชโย”ซ่อนตัวอยู่ในที่แห่งไหน ข่าวสาร”ธัมมชโย”โผล่ก็เลยผสานกับข่าวสารที่ศาลอาญาวิเคราะห์การถึงแก่กรรมของอดีตกาล”ที่ดินจังหวัดพังงา”ออกมา ไม่ใช่การฆ่าตัวตายอย่างที่รู้เรื่อง ถ้าเกิดแม้กระนั้นเป็นการตายในลักษณะมีคนทำให้ตายรวมทั้งอยู่ในความรับผิดชอบของ”ดีเอสไอ” นี้ต่างหากที่ใส่รับกับ”ธัมมชโย”โผล่ เนื่องจากเมื่อสมัยก่อน”ที่ดินจังหวัดพังงา” จะต้องเสียชีวิตระหว่างขังและก็อยู่ในความยอมสารภาพของของ “ดีเอสไอ” พอๆกับทุกๆอย่างทิ้งโครมเข้าใส่”ดีเอสไอ”เต็มพิกัด ทันทีข่าวสาร”ธัมมชโย”ก็โผล่ขึ้นอย่างครึกโครม รื่นเริง ? ? ?

Read More
ส่งข้อความหาเรา